พจนานุกรมไทย-อังกฤษ-พระพุทธศาสนา
http://www.palungjit.com/dict/
พจนานุกรมพระพุทธธรรม บาลี - ไทย – อังกฤษ
จัดทำโดย นพพร สุวรรณพานิช
http://www.nkgen.com/buddhist/buddhist.htm
พจนานุกรมพุทธศาสน์
ฉบับประมวลศัพท์และฉบับประมวลธรรม จัดทำโดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) และพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
http://84000.org/tipitaka/dic_dhamma/
พจนานุกรมพุทธศาสน์ - ธรรมะ
รวมพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรมและฉบับประมวลศัพท์ทั้งแบบอังกฤษ-ไทย และไทย-อังกฤษ
http://www.dhammalife.com/dhamma/dhm_dict.php
พจนานุกรมบาลี-ไทยและไทย-บาลี
ใช้ได้ทั้งคำศัพท์ทั่วไปที่ผสมวิภัติปัจจัยแล้ว และศัพท์ธาตุ ( รากของกริยา)
http://www.mahamodo.com/buddict/buddict_pali.asp
Showing posts with label buddhism. Show all posts
Showing posts with label buddhism. Show all posts
Tuesday, May 18, 2010
Friday, October 23, 2009
Anapanasati_3
สำหรับการฝึกที่ใช้ลมหายใจเป็นหลัก
(หรือ อารมณ์)
ในที่นี้มีแนวย่อๆ คือ
ขั้นแรกที่สุด การที่สติกำหนดลงตรงลมหายใจ
ดุจว่าบุคคลจดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าที่สิ่งอื่นอีกสิ่งหนึ่ง
เราเรียกว่า ”วิตก”
ภาวะที่เรียกว่า วิตก ในที่นี้
มิได้หมายถึงความตริตรึก
หรือ คิดแส่อย่างหนึ่งอย่างใด
แต่ หมายถึง อาการที่สติกำหนดแน่วแน่เฉยๆ
อยู่ในอารมณ์ที่ไม่มีความหมาย
(หรือ ไม่ทำความหมายในการพิจารณาหาเหตุผล)
อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเท่านั้น
ส่วน การที่ จิตต้องเคล้าเคลียอยู่กับอารมณ์กล่าวคือ ลมหายใจ
ด้วยอำนาจสัมปชัญญะอยู่ไปมานั้น เรียกว่า “วิจาร”
ภาวะที่เรียกว่า วิจารณ์ ในที่นี้
มิได้หมายถึงการพิจารณาหาเหตุผล
หรือ หมายถึงการใช้ปัญญาพิจารณาแต่อย่างใด
หมายเพียง ลักษณะที่จิตเคล้าอยู่กับอารมณ์อย่างทั่วถึงไม่ออกห่าง.
เมื่อเปรียบกับการผูกลิงแล้ว
วิตกได้แก่การที่มันถูกผูกติดอยู่กับหลักโดยเฉพาะ.
ส่วน วิจาร หมายถึง การที่มันเต้นอยู่รอบๆหลัก
จะ ไปๆ มาๆ ขึ้นๆ ลงๆ อย่างไร
ก็เคล้ากันอยู่กับหลักนั่นเอง.
ในขณะที่ยังเป็นเพียงวิตก วิจาร ล้วนๆนี้
เราเรียกว่าขณะแห่งบริกรรม หรือ การบริกรรม.
เมื่อการบริกรรมเป็นไปด้วยดี
และ ถ้ากฎธรรมชาติแห่งจิต
ได้ทำให้เกิดผลตามที่ควรอย่างไรสืบไปแล้ว
ก็จะเกิดความรู้สึกว่าจิตยอมอยู่ในอำนาจ
และ เกิด ความซาบซ่านหรืออิ่มใจชนิดหนึ่ง
ซึ่งเรียกว่า “ปิติ”
เป็นความอิ่มใจที่เกิดซาบซ่าน.
ในขณะที่เริ่มรู้สึกว่า ร่างกายได้เบาสบายไปทั่วตัว
ไม่รู้สึกติดขัด หรือ อึดอัด
ความร้อนในร่างกายได้สงบลง
จนรู้สึกราวกับว่า มันไม่มีอยู่เลย
ลมหายใจค่อยๆละเอียดยิ่งขึ้น
จนคล้ายกับไม่มีการหายใจ
ความตื่นเต้นของประสาทไม่มีแม้แต่น้อย
คงอยู่แต่ความเบาสบาย อันเรียกว่า ปิติ
ซึ่งในภาษาแห่งธรรมย่อมหมายถึง
ความเย็นใจ อันซาบซ่านอยู่ภายในเท่านั้น
ไม่หมายถึงความฟุ้งซ่าน หรือเต้นแร้งเต้นกา.
และ พร้อมๆกันกับปิตินี้ ก็มีความรู้สึกที่เป็นสุข
หรือ ความปลอดโปร่งใจ รวมอยู่อย่างแนบแน่นด้วย
โดยไม่ต้องมีเจตนา และ เรียกความรู้สึกอันนี้ว่า “สุข”.
ต่อจากนี้ ก็มีหน้าที่ ที่จะควบคุมความรู้สึกอันนี้
ให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอด้วยดี
เพราะเหตุว่า ลิงได้หยุดเต้นแล้ว
เชือกหรือสติไม่ถูกกระชากอีกต่อไปแล้ว.
เพียงแต่รักษาภาวะอันนี้ให้คงที่อยู่
ในลักษณะเดียวกันนี้
ซึ่งแท้ที่จริงก็ได้เริ่มมีความกลมเกลียวกันมาตั้งแต่แรกแล้ว
ให้เป็นลักษณะที่เด่นชัดยิ่งขึ้น
จนปรากฏว่าจิตได้อยู่ในอารมณ์เดียว
เสมอต้นเสมอปลายแล้วจริงๆ ยิ่งขึ้นกว่าตอนต้นๆ.
ก็เป็นอันว่า สมาธินั้นได้ลุถึงผลสำเร็จของมันแล้ว
อย่างเต็มเปี่ยมชั้นหนึ่ง
และ เรียกความมั่นคงเป็นอันเดียวนี้ว่า “เอกัคคตา”
และ พึงทราบว่า
ในขณะนี้ วิตก วิจาร ปิติ สุข และ เอกัคคตา
ได้กลมกลืนเป็นอันเดียวกัน
พร้อมกันอยู่ตลอดเวลาที่มั่นในสมาธิ
ไม่มีสิ่งอื่นแทรกแซง
จนกระทั่งถึงเวลาที่ผู้นั้นออกจากสมาธิ.
การฝึกขั้นต่อไป ก็มีการฝึกให้เข้าสมาธิได้เร็ว
อยู่ได้นานตลอดเวลาที่ต้องการ
ตื่นหรืออกจากสมาธิได้ตรงตามเวลาที่ต้องการ
คือ มีความชำนาญคล่องแคล่ว
จนกลายเป็นของชินหรือเคยตัว
จนกระทั่งเวลาธรรมดาทั่วไป
ก็รู้สึกว่าจิตยังได้อาบรดอยู่
ด้วยปิติและสุขในภายในอยู่เสมอ
ทุกๆอิริยาบถ
ไม่ว่าจะไป หรือ อยู่ในสถานที่ไหน
เหมือนกับคนที่มีลาภใหญ่หลวง
มีความดีอกดีใจซาบซ่านอยู่ในที่ทุกแห่ง
ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ฉันใดก็ฉันนั้น.
เมื่อลุถึงขั้นนี้
สิ่งที่เรียกว่า การฝึกจิต
ก็กล่าวได้ว่า ลุถึงผลอันสมบูรณ์ขั้นหนึ่งแล้ว
และเรียกว่า ขั้นปฐมฌาน
ความเพ่งจิตอันเป็นบทเรียนขั้นต้นได้ลุถึงแล้ว .
แม้เพียงเท่านี้
ก็สามารถใช้เป็นปทัสถาน
สำหรับพิจารณาในด้านปัญญา
หรือวิปัสสนาได้สืบไป
หากจะไม่พยายามในขั้นทุติยณาน
ตติยญาน หรือ จตุตถณาน
ก็ยังสามารถลุถึงโลกุตตรสุขได้ในวันหนึ่ง.
เพียงเท่านี้ เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยหรือไม่
หากใช้ความกล้าหาญของความเป็นมนุษย์
ไปให้ถูกต้องแล้ว
ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินไป
อยู่ในวิสัยของคนธรรมดาทุกๆคน
เพราะเหตุว่าที่จริงขั้นปฐมณานนี้
ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่ละเอียดเท่าใดนัก
ยังเป็นขั้นที่หยาบอยู่
โดยเหตุที่ผู้มีอินทรีย์หรือกำลังใจอันสูง
ย่อมสามารถลุถึงขั้นจตุตถณาน
หรือฝึกให้สูงขึ้นไปจนถึงพวกอรูปณานก็ได้
ซึ่งเป็นขั้นที่นับว่าสูงสุด ในด้านการฝึกจิต
ส่วนในด้านการฝึกทางปัญญานั้น
การฝึกจิตในขั้นสูงถึงปานนั้น เป็นของไม่จำเป็น
เพราะว่าการเข้าถึงพุทธธรรม
อาศัยการฝึกในด้านปัญญามากกว่า
ในเมื่อกล่าวสำหรับคนทั่วๆไป
ความข้อนี้ปรากฎชัดอยู่ในพระอรหันตประวัติทั่วๆไปแล้วว่า
การฝึกจิตเพียงขั้นปฐมณาน
ก็สามารถบรรลุมรรคผลได้
และบางท่านไม่เคยฝึกจิตจนถึงขั้นณานเลยก็มี.
ที่มา: ปาฐกถาชุด พุทธธรรม - วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม
(หรือ อารมณ์)
ในที่นี้มีแนวย่อๆ คือ
ขั้นแรกที่สุด การที่สติกำหนดลงตรงลมหายใจ
ดุจว่าบุคคลจดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าที่สิ่งอื่นอีกสิ่งหนึ่ง
เราเรียกว่า ”วิตก”
ภาวะที่เรียกว่า วิตก ในที่นี้
มิได้หมายถึงความตริตรึก
หรือ คิดแส่อย่างหนึ่งอย่างใด
แต่ หมายถึง อาการที่สติกำหนดแน่วแน่เฉยๆ
อยู่ในอารมณ์ที่ไม่มีความหมาย
(หรือ ไม่ทำความหมายในการพิจารณาหาเหตุผล)
อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเท่านั้น
ส่วน การที่ จิตต้องเคล้าเคลียอยู่กับอารมณ์กล่าวคือ ลมหายใจ
ด้วยอำนาจสัมปชัญญะอยู่ไปมานั้น เรียกว่า “วิจาร”
ภาวะที่เรียกว่า วิจารณ์ ในที่นี้
มิได้หมายถึงการพิจารณาหาเหตุผล
หรือ หมายถึงการใช้ปัญญาพิจารณาแต่อย่างใด
หมายเพียง ลักษณะที่จิตเคล้าอยู่กับอารมณ์อย่างทั่วถึงไม่ออกห่าง.
เมื่อเปรียบกับการผูกลิงแล้ว
วิตกได้แก่การที่มันถูกผูกติดอยู่กับหลักโดยเฉพาะ.
ส่วน วิจาร หมายถึง การที่มันเต้นอยู่รอบๆหลัก
จะ ไปๆ มาๆ ขึ้นๆ ลงๆ อย่างไร
ก็เคล้ากันอยู่กับหลักนั่นเอง.
ในขณะที่ยังเป็นเพียงวิตก วิจาร ล้วนๆนี้
เราเรียกว่าขณะแห่งบริกรรม หรือ การบริกรรม.
เมื่อการบริกรรมเป็นไปด้วยดี
และ ถ้ากฎธรรมชาติแห่งจิต
ได้ทำให้เกิดผลตามที่ควรอย่างไรสืบไปแล้ว
ก็จะเกิดความรู้สึกว่าจิตยอมอยู่ในอำนาจ
และ เกิด ความซาบซ่านหรืออิ่มใจชนิดหนึ่ง
ซึ่งเรียกว่า “ปิติ”
เป็นความอิ่มใจที่เกิดซาบซ่าน.
ในขณะที่เริ่มรู้สึกว่า ร่างกายได้เบาสบายไปทั่วตัว
ไม่รู้สึกติดขัด หรือ อึดอัด
ความร้อนในร่างกายได้สงบลง
จนรู้สึกราวกับว่า มันไม่มีอยู่เลย
ลมหายใจค่อยๆละเอียดยิ่งขึ้น
จนคล้ายกับไม่มีการหายใจ
ความตื่นเต้นของประสาทไม่มีแม้แต่น้อย
คงอยู่แต่ความเบาสบาย อันเรียกว่า ปิติ
ซึ่งในภาษาแห่งธรรมย่อมหมายถึง
ความเย็นใจ อันซาบซ่านอยู่ภายในเท่านั้น
ไม่หมายถึงความฟุ้งซ่าน หรือเต้นแร้งเต้นกา.
และ พร้อมๆกันกับปิตินี้ ก็มีความรู้สึกที่เป็นสุข
หรือ ความปลอดโปร่งใจ รวมอยู่อย่างแนบแน่นด้วย
โดยไม่ต้องมีเจตนา และ เรียกความรู้สึกอันนี้ว่า “สุข”.
ต่อจากนี้ ก็มีหน้าที่ ที่จะควบคุมความรู้สึกอันนี้
ให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอด้วยดี
เพราะเหตุว่า ลิงได้หยุดเต้นแล้ว
เชือกหรือสติไม่ถูกกระชากอีกต่อไปแล้ว.
เพียงแต่รักษาภาวะอันนี้ให้คงที่อยู่
ในลักษณะเดียวกันนี้
ซึ่งแท้ที่จริงก็ได้เริ่มมีความกลมเกลียวกันมาตั้งแต่แรกแล้ว
ให้เป็นลักษณะที่เด่นชัดยิ่งขึ้น
จนปรากฏว่าจิตได้อยู่ในอารมณ์เดียว
เสมอต้นเสมอปลายแล้วจริงๆ ยิ่งขึ้นกว่าตอนต้นๆ.
ก็เป็นอันว่า สมาธินั้นได้ลุถึงผลสำเร็จของมันแล้ว
อย่างเต็มเปี่ยมชั้นหนึ่ง
และ เรียกความมั่นคงเป็นอันเดียวนี้ว่า “เอกัคคตา”
และ พึงทราบว่า
ในขณะนี้ วิตก วิจาร ปิติ สุข และ เอกัคคตา
ได้กลมกลืนเป็นอันเดียวกัน
พร้อมกันอยู่ตลอดเวลาที่มั่นในสมาธิ
ไม่มีสิ่งอื่นแทรกแซง
จนกระทั่งถึงเวลาที่ผู้นั้นออกจากสมาธิ.
การฝึกขั้นต่อไป ก็มีการฝึกให้เข้าสมาธิได้เร็ว
อยู่ได้นานตลอดเวลาที่ต้องการ
ตื่นหรืออกจากสมาธิได้ตรงตามเวลาที่ต้องการ
คือ มีความชำนาญคล่องแคล่ว
จนกลายเป็นของชินหรือเคยตัว
จนกระทั่งเวลาธรรมดาทั่วไป
ก็รู้สึกว่าจิตยังได้อาบรดอยู่
ด้วยปิติและสุขในภายในอยู่เสมอ
ทุกๆอิริยาบถ
ไม่ว่าจะไป หรือ อยู่ในสถานที่ไหน
เหมือนกับคนที่มีลาภใหญ่หลวง
มีความดีอกดีใจซาบซ่านอยู่ในที่ทุกแห่ง
ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ฉันใดก็ฉันนั้น.
เมื่อลุถึงขั้นนี้
สิ่งที่เรียกว่า การฝึกจิต
ก็กล่าวได้ว่า ลุถึงผลอันสมบูรณ์ขั้นหนึ่งแล้ว
และเรียกว่า ขั้นปฐมฌาน
ความเพ่งจิตอันเป็นบทเรียนขั้นต้นได้ลุถึงแล้ว .
แม้เพียงเท่านี้
ก็สามารถใช้เป็นปทัสถาน
สำหรับพิจารณาในด้านปัญญา
หรือวิปัสสนาได้สืบไป
หากจะไม่พยายามในขั้นทุติยณาน
ตติยญาน หรือ จตุตถณาน
ก็ยังสามารถลุถึงโลกุตตรสุขได้ในวันหนึ่ง.
เพียงเท่านี้ เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยหรือไม่
หากใช้ความกล้าหาญของความเป็นมนุษย์
ไปให้ถูกต้องแล้ว
ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินไป
อยู่ในวิสัยของคนธรรมดาทุกๆคน
เพราะเหตุว่าที่จริงขั้นปฐมณานนี้
ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่ละเอียดเท่าใดนัก
ยังเป็นขั้นที่หยาบอยู่
โดยเหตุที่ผู้มีอินทรีย์หรือกำลังใจอันสูง
ย่อมสามารถลุถึงขั้นจตุตถณาน
หรือฝึกให้สูงขึ้นไปจนถึงพวกอรูปณานก็ได้
ซึ่งเป็นขั้นที่นับว่าสูงสุด ในด้านการฝึกจิต
ส่วนในด้านการฝึกทางปัญญานั้น
การฝึกจิตในขั้นสูงถึงปานนั้น เป็นของไม่จำเป็น
เพราะว่าการเข้าถึงพุทธธรรม
อาศัยการฝึกในด้านปัญญามากกว่า
ในเมื่อกล่าวสำหรับคนทั่วๆไป
ความข้อนี้ปรากฎชัดอยู่ในพระอรหันตประวัติทั่วๆไปแล้วว่า
การฝึกจิตเพียงขั้นปฐมณาน
ก็สามารถบรรลุมรรคผลได้
และบางท่านไม่เคยฝึกจิตจนถึงขั้นณานเลยก็มี.
ที่มา: ปาฐกถาชุด พุทธธรรม - วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม
Labels:
Anapanasati,
buddhism,
meditation,
samadhi
Anapanasati_2
วิธีการแห่งการฝึก
ในการที่จะปราบลิง
ผู้ฝึกจะต้องปักหลักมั่นคงไว้ใจได้
แล้วใช้เชือกผูกลิงให้ติดอยู่กับหลักนั้น
ส่วนการฝึกลิง กล่าวคือ จิต
ก็จะต้องมีหลักเช่นเดียวกัน
ตามที่เราทราบกันทั่วไป
และที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญ
ก็คืออานาปานสติกรรมฐาน
เป็นกรรมฐานที่แพร่หลายมาก
ในกรรมฐานนี้
เราได้ลมหายใจเข้า ออก เป็นหลักปัก
และเป็นกรรมฐานที่สะดวกสบาย
สามารถฝึกที่ไหนก็ได้
เพราะตามธรรมชาติ
เราก็หายใจเป็นธรรมดาอยู่เองแล้ว
แนวแห่งลมหายใจที่แล่นเข้า
แล่นออกอยู่อย่างไรนั้น
เป็น"หลักผูกลิง"
เราผูกลิงคือจิต
ด้วยเชือกกล่าวคือ สติ
เราเฆี่ยนลิงด้วยไม้คือ สัมปชัญญะ
สติเป็นเครื่องกำหนดลมหายใจ
ยังไม่เผลอไปเสียเพียงใด
เชือกผูกลิงก็ยังไม่ขาดอยู่เพียงนั้น
ลิงก็ไม่อาจหลุดไปจากหลัก
วิ่งกลับเข้าป่า กล่าวคือโลกิยารมณืได้
เป็นธรรมดาอยู่เองอีกประการหนึ่ง
ควรทราบว่า สัตว์ป่าที่แรกจับมาจากป่า
เช่น ช้างเป็นต้น
เมื่อจับมาฝึกใหม่ๆ
ย่อมดิ้นรนเหลือประมาณ
ตามที่เราเคยเห็นกันอยู่
มันดิ้นจนเชือกบาดเท้า บาดคอ
ฝังลึกเข้าไปในเนื้อ
หรือถึงกระดูกก็ยังดิ้น
เมื่อมันอยู่ในป่าธรมดา
มันไม่ดิ้น ไม่มีลักษณะที่น่าตกใจ
เหมือนเมื่อมันถูกฝึก
และเมื่อฝึกได้ดีเรียบร้อยแล้ว
มันก็หยุดดิ้นและเป็นช้างที่สุภาพ
พร้อมที่จะทำประโยชน์ตอบแทนเจ้าของ
จิตนี้ก็ฉันนั้น
เมื่อมันคลุกกันอยู่กับอารมณ์ในโลก
ก็ดูไม่ร้ายกาจอันใดนัก
แต่ครั้นถูกจับมามัดกับหลักสำหรับฝึก
มันก็จะดิ้นในสภาวะที่น่ากลัว
และแปลกประหลาด
ทั้งเป็นการดิ้นชนิดที่สามารถทำลายความตั้งใจ
และความพากเพียรของบุคคลนั้นให้สูญสลายไป
โดยให้เกิดความคิดว่าเราไม่มีอุปนิสัย
ที่จะฝึกสมาธิเสียแล้ว เป็นต้น
อำนาจความดิ้นรนของจิต
เมื่อถูกผูกถูกเฆี่ยน
ย่อมประจักษ์เป็นภาวะ
ที่ชวนให้เกิดความกลัว
และอ่อนใจหรือกวัดแกว่ง
ซึ่งถ้าเชือกคือสติไม่เหนียวแน่นพอ
ก็อาจที่จะล้มเลิกหรือทำลายลงในขณะนั้นได้
เพราะฉะนั้นจึงจำต้องใช้เชือกหรือสติตั้งไว้ให้มั่น
ไม่หวั่นไหวไปตามอาการที่ปรากฏขึ้น
ทั้งในทางที่ยั่วให้รู้สึกตื่นเต้น
หรือในทางที่น่าตกใจกลัวก็ตาม
พึงกำหนดไว้แต่แรก
และเห็นเป็นสิ่งธรรมดา
ว่าเป็นดุจอาการของช้าง
ที่เพิ่งถูกจับมาฝึก
ฉันใดก็ฉันนั้น
ช้างที่อยู่ตามสัญชาติของมันในป่าเรียบร้อย
ไม่ตึงตังเหมือนช้างที่ถูกฝึกก็จริง
แต่ยังเป็นช้างที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้
เราจึงลงทุนทำช้างป่าให้เป็นช้างบ้าน
โดยซื้อเอาด้วยการทนความเอะอะ
ตึงตังของมันชั่วขณะหนึ่ง
ต่อจากนั้นก็จะสบาย
ด้วยว่าจิตที่รับการฝึกฝนดีแล้ว
ย่อมมีสภาวะตรงกันข้าม
คือจะอยู่ในอำนาจและนำมา
แต่ความสงบเย็นอย่างเดียว
เป็นจิตที่ไม่กลับกลอก บริสุทธิ์
ขาวผ่อง นิ่มนวล อ่อนโยน
ควรแก่การงานฝ่ายจิต
เหมือนลิงที่พร้อมแล้ว
เพื่อจะเต้นรำทำเพลงต่อไป
ในขั้นที่ฝึกให้อยู่ในอำนาจได้นี้
เรียกตามภาษาธรรมะว่า
สมาธิ หรือสมถะกรรมฐาน
ได้ผลในขั้นนี้ คือความสงบ
ความน่าดู ความเชื่อฟัง
และความคล่องแคล่ว
ต่อการฝึกในขั้นต่อไป
ขั้นต่อไปจากนี้ ก็คือการน้อมจิต
ที่ฝึกไว้เป็นอย่างดีแล้วนั้น
ไปสู่การพินิจพิจารณาธรรมทั้งปวง
เพื่อเกิดปัญญาชั้นวิเศษรู้แจ้งแทงตลอด
โดยประการที่มันจะไม่จับฉวย
หรือยึดมั่นสิ่งใด
อันจัดเป็นขั้นปัญญาหรือวิปัสสนากรรมฐาน
จนกว่าจะสำเร็จเป็นมรรคผล
ลุถึงความสุขชนิดที่เป็นโลกุตตระ
ไม่กลับคืนมาสู่ความต่ำ
หรือความพร่องอีกต่อไปอนันตกาล
ที่มา: ปาฐกถาชุด พุทธธรรม - วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม
ในการที่จะปราบลิง
ผู้ฝึกจะต้องปักหลักมั่นคงไว้ใจได้
แล้วใช้เชือกผูกลิงให้ติดอยู่กับหลักนั้น
ส่วนการฝึกลิง กล่าวคือ จิต
ก็จะต้องมีหลักเช่นเดียวกัน
ตามที่เราทราบกันทั่วไป
และที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญ
ก็คืออานาปานสติกรรมฐาน
เป็นกรรมฐานที่แพร่หลายมาก
ในกรรมฐานนี้
เราได้ลมหายใจเข้า ออก เป็นหลักปัก
และเป็นกรรมฐานที่สะดวกสบาย
สามารถฝึกที่ไหนก็ได้
เพราะตามธรรมชาติ
เราก็หายใจเป็นธรรมดาอยู่เองแล้ว
แนวแห่งลมหายใจที่แล่นเข้า
แล่นออกอยู่อย่างไรนั้น
เป็น"หลักผูกลิง"
เราผูกลิงคือจิต
ด้วยเชือกกล่าวคือ สติ
เราเฆี่ยนลิงด้วยไม้คือ สัมปชัญญะ
สติเป็นเครื่องกำหนดลมหายใจ
ยังไม่เผลอไปเสียเพียงใด
เชือกผูกลิงก็ยังไม่ขาดอยู่เพียงนั้น
ลิงก็ไม่อาจหลุดไปจากหลัก
วิ่งกลับเข้าป่า กล่าวคือโลกิยารมณืได้
เป็นธรรมดาอยู่เองอีกประการหนึ่ง
ควรทราบว่า สัตว์ป่าที่แรกจับมาจากป่า
เช่น ช้างเป็นต้น
เมื่อจับมาฝึกใหม่ๆ
ย่อมดิ้นรนเหลือประมาณ
ตามที่เราเคยเห็นกันอยู่
มันดิ้นจนเชือกบาดเท้า บาดคอ
ฝังลึกเข้าไปในเนื้อ
หรือถึงกระดูกก็ยังดิ้น
เมื่อมันอยู่ในป่าธรมดา
มันไม่ดิ้น ไม่มีลักษณะที่น่าตกใจ
เหมือนเมื่อมันถูกฝึก
และเมื่อฝึกได้ดีเรียบร้อยแล้ว
มันก็หยุดดิ้นและเป็นช้างที่สุภาพ
พร้อมที่จะทำประโยชน์ตอบแทนเจ้าของ
จิตนี้ก็ฉันนั้น
เมื่อมันคลุกกันอยู่กับอารมณ์ในโลก
ก็ดูไม่ร้ายกาจอันใดนัก
แต่ครั้นถูกจับมามัดกับหลักสำหรับฝึก
มันก็จะดิ้นในสภาวะที่น่ากลัว
และแปลกประหลาด
ทั้งเป็นการดิ้นชนิดที่สามารถทำลายความตั้งใจ
และความพากเพียรของบุคคลนั้นให้สูญสลายไป
โดยให้เกิดความคิดว่าเราไม่มีอุปนิสัย
ที่จะฝึกสมาธิเสียแล้ว เป็นต้น
อำนาจความดิ้นรนของจิต
เมื่อถูกผูกถูกเฆี่ยน
ย่อมประจักษ์เป็นภาวะ
ที่ชวนให้เกิดความกลัว
และอ่อนใจหรือกวัดแกว่ง
ซึ่งถ้าเชือกคือสติไม่เหนียวแน่นพอ
ก็อาจที่จะล้มเลิกหรือทำลายลงในขณะนั้นได้
เพราะฉะนั้นจึงจำต้องใช้เชือกหรือสติตั้งไว้ให้มั่น
ไม่หวั่นไหวไปตามอาการที่ปรากฏขึ้น
ทั้งในทางที่ยั่วให้รู้สึกตื่นเต้น
หรือในทางที่น่าตกใจกลัวก็ตาม
พึงกำหนดไว้แต่แรก
และเห็นเป็นสิ่งธรรมดา
ว่าเป็นดุจอาการของช้าง
ที่เพิ่งถูกจับมาฝึก
ฉันใดก็ฉันนั้น
ช้างที่อยู่ตามสัญชาติของมันในป่าเรียบร้อย
ไม่ตึงตังเหมือนช้างที่ถูกฝึกก็จริง
แต่ยังเป็นช้างที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้
เราจึงลงทุนทำช้างป่าให้เป็นช้างบ้าน
โดยซื้อเอาด้วยการทนความเอะอะ
ตึงตังของมันชั่วขณะหนึ่ง
ต่อจากนั้นก็จะสบาย
ด้วยว่าจิตที่รับการฝึกฝนดีแล้ว
ย่อมมีสภาวะตรงกันข้าม
คือจะอยู่ในอำนาจและนำมา
แต่ความสงบเย็นอย่างเดียว
เป็นจิตที่ไม่กลับกลอก บริสุทธิ์
ขาวผ่อง นิ่มนวล อ่อนโยน
ควรแก่การงานฝ่ายจิต
เหมือนลิงที่พร้อมแล้ว
เพื่อจะเต้นรำทำเพลงต่อไป
ในขั้นที่ฝึกให้อยู่ในอำนาจได้นี้
เรียกตามภาษาธรรมะว่า
สมาธิ หรือสมถะกรรมฐาน
ได้ผลในขั้นนี้ คือความสงบ
ความน่าดู ความเชื่อฟัง
และความคล่องแคล่ว
ต่อการฝึกในขั้นต่อไป
ขั้นต่อไปจากนี้ ก็คือการน้อมจิต
ที่ฝึกไว้เป็นอย่างดีแล้วนั้น
ไปสู่การพินิจพิจารณาธรรมทั้งปวง
เพื่อเกิดปัญญาชั้นวิเศษรู้แจ้งแทงตลอด
โดยประการที่มันจะไม่จับฉวย
หรือยึดมั่นสิ่งใด
อันจัดเป็นขั้นปัญญาหรือวิปัสสนากรรมฐาน
จนกว่าจะสำเร็จเป็นมรรคผล
ลุถึงความสุขชนิดที่เป็นโลกุตตระ
ไม่กลับคืนมาสู่ความต่ำ
หรือความพร่องอีกต่อไปอนันตกาล
ที่มา: ปาฐกถาชุด พุทธธรรม - วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม
Labels:
Anapanasati,
buddhism,
meditation,
samadhi
Anapanasati_1
การฝึกฝนจิต หรือการบังคับจิตให้อยู่ในอำนาจนั้น
เป็นของสำคัญมากที่สุด
เท่าๆกับที่มันเป็น ของธรรมดาที่สุดเหมือนกัน
แต่อาศัยความที่มีผู้สนใจน้อย
จึงดูคล้ายเป็นของยากหรือพ้นวิสัย
ซึ่งแท้ที่จริงเป็นเพียงในสมัยที่โลก
มีความนิยมหนักไปในทางวัตถุเกินไปเท่านั้น
ที่ข้าพเจ้ากล่าวว่าเป็นของธรรมดา
ก็โดยอาศัยเหตุผลที่ว่า
มันเป็นสิ่งที่ถ้าเราตั้งใจฝึกกันจริงๆแล้ว
ดุจเดียวกับเรื่องทางภายนอกหรือทางกายแล้ว
ก็อาจลุถึงผลสำเร็จได้เป็นขั้นๆดุจกัน
การฝึกทางกายเช่น พลศึกษา
ในด้านกีฬา คนเราสามารถทำได้แปลกๆ
โดยที่ฝึกฝนมาอย่างถูกเทคนิค
แต่ถึงจะแปลกสักเพียงใดก็ดี
เมือพิจารณาดูแล้วเราย่อมถือกันว่าเป็นของธรรมดาที่สุด
ผู้ที่มีกำลังกายสมตามมนุษย์ที่จะพึงมีแล้ว
ย่อมฝึกได้กันทั้งนั้น
แต่ที่เราไม่เป็นนักกีฬากันไปทุกคน
ก็เพราะบางคนไม่ชอบ และไม่จำเป็น
การฝึกฝนอยู่เสมอๆช่วยให้กระทำได้แปลกๆ
และวิจิตรยิ่งขึ้นไปเมื่อกระทำถูกวิธี มีความพอใจที่จะทำในเบื้องต้น
มีความเพียรพยายามในท่ามกลาง ไม่ขาดสาย
ก็สามารถลุถึงผลสำเร็จในที่สุด
เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า
การฝึกฝนจิตนี้เป็นของธรรมดา
เช่นเดียวกับการฝึกทางกาย คือ
เมื่อมีการฝึกมากและถูกวิธีแล้ว
ผลจักเกิดขึ้นในอัตราเดียวกัน
ส่วนที่กล่าวว่าเป็นของสำคัญที่สุดนั้น
ก็เพราะว่าการทำเช่นนี้ เป็นช่องทางที่จะช่วย
ให้เราถึงขีดเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ได้
อันจะทำให้เราเข้าถึงความสุข หรือศานติชนิดหนึ่ง
ที่เราจะพอใจเป็นอย่างมากในเมื่อได้เข้าถึงแล้ว
ใจความของการฝึกฝนบังคับจิตนั้น
เมื่อกล่าวโดยโวหารธรรมดาที่สุดแล้ว
มันเป็นเพียงการระวังรักษาสิ่งที่กลับกลอก
เร็วชนิดหนึ่งนั่นเอง
ถ้าจะเปรียบเทียบด้วยอุปมา เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ
ข้าพเจ้าอยากจะสาธกด้วยเรื่องธรรมดาที่สุดว่า
มีคนๆหนึ่งอยากได้เงินโดยวิธีแสดงละครลิงให้คนดู
เขาก็ต้องไปจับลิงมาฝึกหัดเป็นธรรมดา
ลิงเป็นสัตว์ที่กลับกลอกปลอปลิ้น ลุกลนและรวดเร็วอย่างไร
ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว การที่จะฝึกหรือบังคับลิง
อันเป็นสัตว์ที่มีลักษณะกลับกลอกปานนั้น ให้กลับกลายมาเป็นสัตว์
ที่กระทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดย่อมเป็นของยากและขบขัน
แต่เพราะเป็นของยากนั่นเอง คนจึงอยากดู และเก็บเงินได้ง่ายเพราะเหตุนั้น
หลักใหญ่ๆแห่งการฝึก ในกรณีนี้มีอยู่ว่า
เมื่อจับลิงมาได้แล้ว ในขั้นแรกที่สุดของการฝึก
ก็คือจะต้องปราบปรามให้อยู่ในอำนาจ หรือ
ให้หยุดกิริยาอาการที่ไม่ต้องประสงค์เสียให้ได้ก่อน
เมื่อปราบให้อยู่ในอำนาจได้เป็นขั้นที่หนึ่งดั่งนี้แล้ว
ขั้นต่อไปคือฝึกฝนให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้แปลกๆ
เป็นพิเศษตามที่ต้องการ เมื่อกระทำได้ตามที่ต้องการแล้ว
ผลคือการเก็บเงินค่าดู ก็เป็นสิ่งที่หวังได้โดยแน่นอน
โดยทำนองเดียวกันนี้
จิตก็เป็นสิ่งที่กลับกลอก เบา เร็ว อย่างยิ่ง
ดังที่เราท่านเคยได้ยินได้ฟังท่านเปรียบเทียบกันมา
ก็ประดุจว่าลิงเช่นเดียวกัน
เพราะจิตเป็นของที่เบามาก เร็วมาก
การกลับกลอกจึงเร็วมาก
มิหนำซ้ำ การกลับกลอกนั้น
ยังเป็นการกลับกลอกชนิดที่
จะกลิ้งไปในฝ่ายต่ำ
ไม่ต้องการจะขึ้นมาฝ่ายสูง
เช่นเดียวกับปลาหรือสัตว์น้ำทั่วไป
เมื่อเราจับขึ้นมาจากน้ำ โยนไปบนตลิ่ง
มันก็ดิ้นรนอย่างยิ่ง
และดิ้นรนเพื่อจะกลับลงสู่น้ำ
ไม่ยอมขึ้นบก ฉันใด
จิตนี้ก็ฉันนั้น
มันมีปกติกลับกลอก
และดิ้นลงฝ่ายต่ำ จะลงน้ำ
กล่าวคือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส
หรือที่เรียกว่าโลกนี่เอง
ฉะนั้น ในขั้นแรกจึงต้องมีการฝึก
ชนิดให้อยู่ในอำนาจเสียก่อน
คือละจากอารมณ์ฝ่ายต่ำที่เปรียบเหมือนน้ำ
มาสงบอยู่ในอารมณ์ฝ่ายสูงอันใดอันหนึ่ง
อันเป็นที่ๆเรากำหนดให้
เมื่อฝึกอยู่ในอำนาจได้เป็นขั้นสมถภาวนาดั่งนี้
ก็เปรียบเหมือนลิงที่ถูกฝึกให้กลัว
และอยู่ในอำนาจได้ขั้นหนึ่งแล้ว
ต่อจากนั้นไปจึงฝึกขั้นสอง
คือขั้นที่ให้กระทำอาการอันวิจิตรอย่างอื่นๆสืบไป
อันเปรียบกันได้กับขั้นวิปัสสนาภาวนา
ต่อจากนั้นคือขั้นมรรคผล
อันเปรียบได้กับการเก็บเงินจากผู้ดูได้ตามที่ตั้งใจไว้เดิม
ที่มา: ปาฐกถาชุด พุทธธรรม - วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม
เป็นของสำคัญมากที่สุด
เท่าๆกับที่มันเป็น ของธรรมดาที่สุดเหมือนกัน
แต่อาศัยความที่มีผู้สนใจน้อย
จึงดูคล้ายเป็นของยากหรือพ้นวิสัย
ซึ่งแท้ที่จริงเป็นเพียงในสมัยที่โลก
มีความนิยมหนักไปในทางวัตถุเกินไปเท่านั้น
ที่ข้าพเจ้ากล่าวว่าเป็นของธรรมดา
ก็โดยอาศัยเหตุผลที่ว่า
มันเป็นสิ่งที่ถ้าเราตั้งใจฝึกกันจริงๆแล้ว
ดุจเดียวกับเรื่องทางภายนอกหรือทางกายแล้ว
ก็อาจลุถึงผลสำเร็จได้เป็นขั้นๆดุจกัน
การฝึกทางกายเช่น พลศึกษา
ในด้านกีฬา คนเราสามารถทำได้แปลกๆ
โดยที่ฝึกฝนมาอย่างถูกเทคนิค
แต่ถึงจะแปลกสักเพียงใดก็ดี
เมือพิจารณาดูแล้วเราย่อมถือกันว่าเป็นของธรรมดาที่สุด
ผู้ที่มีกำลังกายสมตามมนุษย์ที่จะพึงมีแล้ว
ย่อมฝึกได้กันทั้งนั้น
แต่ที่เราไม่เป็นนักกีฬากันไปทุกคน
ก็เพราะบางคนไม่ชอบ และไม่จำเป็น
การฝึกฝนอยู่เสมอๆช่วยให้กระทำได้แปลกๆ
และวิจิตรยิ่งขึ้นไปเมื่อกระทำถูกวิธี มีความพอใจที่จะทำในเบื้องต้น
มีความเพียรพยายามในท่ามกลาง ไม่ขาดสาย
ก็สามารถลุถึงผลสำเร็จในที่สุด
เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า
การฝึกฝนจิตนี้เป็นของธรรมดา
เช่นเดียวกับการฝึกทางกาย คือ
เมื่อมีการฝึกมากและถูกวิธีแล้ว
ผลจักเกิดขึ้นในอัตราเดียวกัน
ส่วนที่กล่าวว่าเป็นของสำคัญที่สุดนั้น
ก็เพราะว่าการทำเช่นนี้ เป็นช่องทางที่จะช่วย
ให้เราถึงขีดเต็มเปี่ยมของความเป็นมนุษย์ได้
อันจะทำให้เราเข้าถึงความสุข หรือศานติชนิดหนึ่ง
ที่เราจะพอใจเป็นอย่างมากในเมื่อได้เข้าถึงแล้ว
ใจความของการฝึกฝนบังคับจิตนั้น
เมื่อกล่าวโดยโวหารธรรมดาที่สุดแล้ว
มันเป็นเพียงการระวังรักษาสิ่งที่กลับกลอก
เร็วชนิดหนึ่งนั่นเอง
ถ้าจะเปรียบเทียบด้วยอุปมา เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ
ข้าพเจ้าอยากจะสาธกด้วยเรื่องธรรมดาที่สุดว่า
มีคนๆหนึ่งอยากได้เงินโดยวิธีแสดงละครลิงให้คนดู
เขาก็ต้องไปจับลิงมาฝึกหัดเป็นธรรมดา
ลิงเป็นสัตว์ที่กลับกลอกปลอปลิ้น ลุกลนและรวดเร็วอย่างไร
ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว การที่จะฝึกหรือบังคับลิง
อันเป็นสัตว์ที่มีลักษณะกลับกลอกปานนั้น ให้กลับกลายมาเป็นสัตว์
ที่กระทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดย่อมเป็นของยากและขบขัน
แต่เพราะเป็นของยากนั่นเอง คนจึงอยากดู และเก็บเงินได้ง่ายเพราะเหตุนั้น
หลักใหญ่ๆแห่งการฝึก ในกรณีนี้มีอยู่ว่า
เมื่อจับลิงมาได้แล้ว ในขั้นแรกที่สุดของการฝึก
ก็คือจะต้องปราบปรามให้อยู่ในอำนาจ หรือ
ให้หยุดกิริยาอาการที่ไม่ต้องประสงค์เสียให้ได้ก่อน
เมื่อปราบให้อยู่ในอำนาจได้เป็นขั้นที่หนึ่งดั่งนี้แล้ว
ขั้นต่อไปคือฝึกฝนให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้แปลกๆ
เป็นพิเศษตามที่ต้องการ เมื่อกระทำได้ตามที่ต้องการแล้ว
ผลคือการเก็บเงินค่าดู ก็เป็นสิ่งที่หวังได้โดยแน่นอน
โดยทำนองเดียวกันนี้
จิตก็เป็นสิ่งที่กลับกลอก เบา เร็ว อย่างยิ่ง
ดังที่เราท่านเคยได้ยินได้ฟังท่านเปรียบเทียบกันมา
ก็ประดุจว่าลิงเช่นเดียวกัน
เพราะจิตเป็นของที่เบามาก เร็วมาก
การกลับกลอกจึงเร็วมาก
มิหนำซ้ำ การกลับกลอกนั้น
ยังเป็นการกลับกลอกชนิดที่
จะกลิ้งไปในฝ่ายต่ำ
ไม่ต้องการจะขึ้นมาฝ่ายสูง
เช่นเดียวกับปลาหรือสัตว์น้ำทั่วไป
เมื่อเราจับขึ้นมาจากน้ำ โยนไปบนตลิ่ง
มันก็ดิ้นรนอย่างยิ่ง
และดิ้นรนเพื่อจะกลับลงสู่น้ำ
ไม่ยอมขึ้นบก ฉันใด
จิตนี้ก็ฉันนั้น
มันมีปกติกลับกลอก
และดิ้นลงฝ่ายต่ำ จะลงน้ำ
กล่าวคือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส
หรือที่เรียกว่าโลกนี่เอง
ฉะนั้น ในขั้นแรกจึงต้องมีการฝึก
ชนิดให้อยู่ในอำนาจเสียก่อน
คือละจากอารมณ์ฝ่ายต่ำที่เปรียบเหมือนน้ำ
มาสงบอยู่ในอารมณ์ฝ่ายสูงอันใดอันหนึ่ง
อันเป็นที่ๆเรากำหนดให้
เมื่อฝึกอยู่ในอำนาจได้เป็นขั้นสมถภาวนาดั่งนี้
ก็เปรียบเหมือนลิงที่ถูกฝึกให้กลัว
และอยู่ในอำนาจได้ขั้นหนึ่งแล้ว
ต่อจากนั้นไปจึงฝึกขั้นสอง
คือขั้นที่ให้กระทำอาการอันวิจิตรอย่างอื่นๆสืบไป
อันเปรียบกันได้กับขั้นวิปัสสนาภาวนา
ต่อจากนั้นคือขั้นมรรคผล
อันเปรียบได้กับการเก็บเงินจากผู้ดูได้ตามที่ตั้งใจไว้เดิม
ที่มา: ปาฐกถาชุด พุทธธรรม - วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม
Labels:
Anapanasati,
buddhism,
meditation,
samadhi
Tuesday, October 6, 2009
Buddhism that I believe
ศาสนาพุทธที่เราๆนับถือกันอยู่นั้น เป็นศาสนาพุทธแบบไหนกัน ???
ผมเคยอ่านเจอในหนังสือคู่มือมนุษย์ ของท่าน พุทธทาสภิกขุ
ท่านกล่าวไว้ว่า
"การบวชนาค
สมัยพระพุทธเจ้า บุคคลใดที่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดาแล้ว
ก็ปลีกตัวจากบ้าน ไปอยู่กับพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ โอกาสเหมาะสมเมื่อไหร่ท่านก็บวชให้
ปัจจุบันการบวชนาคมีการทำพิธีทำขวัญนาค เชื้อเชิญแขกมาเลี้ยงดูกันอย่างเอิกเกริก
กฐิน (ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
พระพุทธองค์ทรงมุ่งหมายจะให้ภิกษุทำจีวรเป็นด้วยตัวเองด้วยกันทุกรูป
และให้พร้อมเพรียงกันทำด้วยมือของตัวเองในเวลาอันรวดเร็ว
พระองค์ทรงมุ่งหมายจะให้พระทุกรูปหมดความถือเนื้อถือตัว
ไม่ว่าจะเป็นพระผู้น้อย สมถารเจ้าวัดหรือพระผู้ใหญ่มีศักดิ์มีเกียรติอะไรก็ตาม
ต้องลดตัวลงมาเป็นกุลีกันหมดในวันนั้น
เพื่อจะมาระดมกันกะผ้าตัดผ้าเย็บผ้า และอะไรๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่จะให้จีวรนั้นสำเร็จได้ในวันนั้น
พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายให้สิ่งที่เรียกว่ากฐินเป็นอย่างนั้น
ไม่ไปเกี่ยวกับฆราวาสเลยก็ได้
แต่เดี๋ยวนี้
กฐินกลายเป็นเรื่องมีไว้สำหรับประกอบพิธีหรูหราหาเงิน
ไม่ได้รับผลสมความมุ่งหมายอันแท้จริง
แต่กลับใช้เวลามาก เปลืองเงินมาก ยุ่งยากมาก
จนกลายเป็นโอกาสสำหรับทำสำมะเลเทเมา คือไปทอดกฐิน
พุทธศาสนา 'เนื้องอก' ทำนองนี้ ได้งอกมาแล้วนับตั้งแต่วันหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพาน
เป็นเนื้อร้ายชนิดหนึ่ง ซึ่งงอกขึ้นๆ จนปิดบังห่อหุ้มเนื้อดีหรือแก่นแท้ของพุทธศาสนาให้ค่อยๆลบเลือนไป
ธรรมะหรือของจริงที่เคยมีมาแต่ก่อนนั้น ถูกห่อหุ้มโดยพิธีรีตองจนมิด"
เราที่พูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็น พุทธศาสนิกชน
รู้จัก,ยึดถึอ พุทธศาสนาแบบไหนกัน???
ผมเคยอ่านเจอในหนังสือคู่มือมนุษย์ ของท่าน พุทธทาสภิกขุ
ท่านกล่าวไว้ว่า
"การบวชนาค
สมัยพระพุทธเจ้า บุคคลใดที่ได้รับอนุญาตจากบิดามารดาแล้ว
ก็ปลีกตัวจากบ้าน ไปอยู่กับพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ โอกาสเหมาะสมเมื่อไหร่ท่านก็บวชให้
ปัจจุบันการบวชนาคมีการทำพิธีทำขวัญนาค เชื้อเชิญแขกมาเลี้ยงดูกันอย่างเอิกเกริก
กฐิน (ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
พระพุทธองค์ทรงมุ่งหมายจะให้ภิกษุทำจีวรเป็นด้วยตัวเองด้วยกันทุกรูป
และให้พร้อมเพรียงกันทำด้วยมือของตัวเองในเวลาอันรวดเร็ว
พระองค์ทรงมุ่งหมายจะให้พระทุกรูปหมดความถือเนื้อถือตัว
ไม่ว่าจะเป็นพระผู้น้อย สมถารเจ้าวัดหรือพระผู้ใหญ่มีศักดิ์มีเกียรติอะไรก็ตาม
ต้องลดตัวลงมาเป็นกุลีกันหมดในวันนั้น
เพื่อจะมาระดมกันกะผ้าตัดผ้าเย็บผ้า และอะไรๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่จะให้จีวรนั้นสำเร็จได้ในวันนั้น
พระพุทธเจ้าท่านทรงมุ่งหมายให้สิ่งที่เรียกว่ากฐินเป็นอย่างนั้น
ไม่ไปเกี่ยวกับฆราวาสเลยก็ได้
แต่เดี๋ยวนี้
กฐินกลายเป็นเรื่องมีไว้สำหรับประกอบพิธีหรูหราหาเงิน
ไม่ได้รับผลสมความมุ่งหมายอันแท้จริง
แต่กลับใช้เวลามาก เปลืองเงินมาก ยุ่งยากมาก
จนกลายเป็นโอกาสสำหรับทำสำมะเลเทเมา คือไปทอดกฐิน
พุทธศาสนา 'เนื้องอก' ทำนองนี้ ได้งอกมาแล้วนับตั้งแต่วันหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพาน
เป็นเนื้อร้ายชนิดหนึ่ง ซึ่งงอกขึ้นๆ จนปิดบังห่อหุ้มเนื้อดีหรือแก่นแท้ของพุทธศาสนาให้ค่อยๆลบเลือนไป
ธรรมะหรือของจริงที่เคยมีมาแต่ก่อนนั้น ถูกห่อหุ้มโดยพิธีรีตองจนมิด"
เราที่พูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็น พุทธศาสนิกชน
รู้จัก,ยึดถึอ พุทธศาสนาแบบไหนกัน???
Labels:
buddhism
Subscribe to:
Posts (Atom)